วาไรตี้

ไหว้พระ ๙ วัด ประจำ ๙ รัชกาล

ไหว้พระ ๙ วัด ประจำ ๙ รัชกาล

ไหว้พระ ๙ วัด ประจำ ๙ รัชกาล
ไหว้พระ ๙ วัด ประจำ ๙ รัชกาล


วันนี้ Horoworld.com ขอนำวัดประจำรัชกาลของแต่ละพระองค์มาถ่ายทอดให้เหล่าชาวพุทธได้ร่วมสักการะ เพราะวัดคือศูนย์รวมแห่งจิตใจ ที่ให้ระลึกถึงความดี ดังนี้ 

วัดประจำรัชกาลที่ ๑ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร    
 
"วัดโพธิ์"  มีชื่อเดิมว่า "วัดโพธาราม" เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ๑ ใน ๖ ของไทย และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑ ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง 
 
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ ๙๙ องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
วัดประจำรัชกาลที่  ๒ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พระเจ้ากรุงธนบุรี) เสด็จทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยามารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดแจ้ง" 
 
สำหรับ วัดประจำรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อ "วัดจอมทอง" เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงเทพมหานคร พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรีใน พ.ศ. ๒๓๖๓ เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึงวัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม พร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ 
 
แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามา เมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่และถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่าวัดราชโอรส ซึ่งหมายถึง พระราชโอรสคือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในปัจจุบันมี พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช) เป็นเจ้าอาวาส
 
วัดประจำรัชกาลที่ ๔ : วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร 
 
เป็นวัดที่พระองค์สร้างขึ้นเนื่องจากว่า ก่อนที่จะทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้สถาปนาคณะสงฆ์ธรรมยุติขึ้นมา ซึ่งก่อนนี้หากต้องการจะไปทำบุญกับพระสงฆ์ธรรมยุติ จะต้องไปที่วัดบวรนิเวศ การเดินทางจากพระบรมมหาราชวังไปวัดบวรเมื่อก่อนนั้นจะต้องลงเรือที่ท่าราชวรดิษฐ์เข้าไปทางคลองรอบกรุง นับว่าไปลำบาก พระองค์จึงมีพระราชดำริให้สร้างวัดธรรมยุตินิกายอยู่ใกล้ๆ พระราชวัง และจึงได้จัดหาที่ดินซึ่งเป็นสวนกาแฟอยู่ริมวังมาสร้างวัดแห่งนี้
       
วัดประจำรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรมหาวิหาร โดยรัชกาลที่ ๕ โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อคู่กับวัดของพระราชบิดาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คือวัดราชประดิษฐ์ 
       
เมื่อมาถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านไม่ได้สร้างวัด แต่สร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยขึ้นแทน แต่พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ บรรจุที่ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และฐานพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ตามที่มีพระบรมราชโองการสั่งไว้ในพระราชพินัยกรรม จึงมีผู้เห็นว่าควรเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ ไป

สำหรับ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชชวรวิหาร สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒๓๗๕ เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดใหม่ ได้รับพระราชทานชื่อใหม่ เมื่อรัชกาลที่ ๓ ทรงอาราธนา สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ เสด็จมาประทับเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๕ นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่รัชกาลที่ ๖, รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช เป็นวัดของคณะ สงฆ์ฝ่ายคามวาสีของธรรมยุติกนิกาย

ในสมัยของรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้มีการสร้างวัดเช่นกัน แต่พระองค์ท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดของพระราชบิดา หรือรัชกาลที่ ๕ แทน จึงถือว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำทั้งรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ เช่นกัน

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล คือ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร สร้างโดยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นวัดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ และพระราชทานนามว่า "วัดมหาสุทธาวาส" แต่คนทั่วไปนิยมเรียกวัดพระโตบ้าง วัดพระใหญ่บ้าง ที่นี่นับเป็นวัดที่มีการวางผังได้สัดส่วนสวยงามที่สุดในประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ พระอุโบสถซึ่งมีความยาวที่สุดในประเทศไทย ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังสมัยช่างรัชกาลที่ ๓ มีพระประธานนามว่า "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" ส่วนพระวิหารหลวง จำลองแบบมาจากวัดมงคลบพิตรที่กรุงศรีอยุธยา บานประตูคู่กลางด้านหน้าเป็นงานฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ โดยทรงกำหนดลาย แบบวิธีการแกะและทรงเริ่มจำหลักด้วยพระองค์เอง พระประธานในพระวิหารมีนามว่า "พระศรีศากยมุนี" ที่ฐานพระพุทธบัลลังก์บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ ๘ ไว้ และบริเวณพระระเบียงยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ ๘ ด้วย 
 
มาถึงวัดประจำรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัด แต่คาดเดากันว่าน่าจะเป็นหนึ่งในสามวัดนี้ คือวัดโสธรวราราม วรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี และวัดพระราม ๙ กาญนาภิเษก กรุงเทพ
       
หากมีโอกาสแวะไปสักการะวัดประจำรัชกาลทั้ง ๙ อย่าลืมตั้งจิต บำเพ็ฐเสริมความเป็นสริมงคลให้แก่ชีวิตและสร้างบุญกุศลด้วยนะคะ